เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๑๙ ม.ค. ๒๕๖๘

เทศน์เช้า วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๘

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต


ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี


ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไอ้ของเรามันเป็นสัจธรรมจอมปลอม คิดเอาเอง เออเอาเองเป็นสัจธรรมของเรา แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง มันพิสูจน์ตรวจสอบด้วยความเป็นพระโพธิสัตว์

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์นะ มีอำนาจวาสนาบารมีสร้างสมบุญญาธิการมามากมายมหาศาล เวลามากมายมหาศาลมันถึงมีสัจจะมีความจริงในหัวใจอันนั้น ถ้ามีสัจจะความจริงในหัวใจอันนั้นจะพิสูจน์ตรวจสอบสิ่งใด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะตรัสรู้เองโดยชอบ

ไอ้พวกเราได้ยินได้ฟังตอกย้ำแล้วตอกย้ำอีกไง มันยังดื้อ มันยังปลิ้น มันออกไปนอกลู่นอกทางหมดน่ะ

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกให้ละชั่วทำดี ละชั่วทำดี

ละความชั่ว ความชั่วคืออะไรล่ะ มันทุกข์ใจชอบใจมันจะชั่วได้อย่างไร มันถูกใจทั้งนั้นน่ะ ของดีๆ ทั้งนั้นน่ะ มันจะไปชั่วไปไหน

แต่ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ มันมี เพราะอะไร มันเป็นจริตเป็นนิสัย ความชอบขนาดไหนมันชอบโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันชอบโดยมารไง

ละชั่ว ทำดี ละชั่ว ทำดี มันถึงต้องมีศีล ๕ ศีล ๕ เป็นการตัดสินกันว่าการกระทำของเรามันถูกต้องชอบธรรมหรือไม่

ทุกคนบอกว่า นี่ทำได้ นี่ทำไม่ได้ นี่ทำได้ ทำไม่ได้

ถ้าศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๒๒๗ มันเป็นศีล เวลาเป็นศีลแล้ว เวลาเป็นธรรม พอเป็นธรรมขึ้นมา มันเป็นธรรมขึ้นมาเพราะมันตัดสินโดยถูกต้องชอบธรรมแล้วมันมีความพอใจ มันมีความสุขใจของตนไง

ละชั่ว ทำดี

แต่ถ้าเป็นกิเลสนะ มันบอกให้ละดี ทำชั่ว มันจะละความดีเลย

ทำไมเกิดมาต้องทำคุณงามความดี ทำไมเกิดมาแล้วมันต้องทุกข์ต้องยาก ทำไม

มันเป็นความทุกข์ความยากตรงไหน มันเป็นความทุกข์ความยากเพราะกิเลสมันดิ้นมันรนต่างหาก

เวลาคนที่จะทำคุณงามความดีนะ “อะไรผิดอะไรถูกเราไม่รู้ เราไม่เข้าใจ อะไรมันจะผิด อะไรมันจะถูก”

ไม่รู้หรอก เพราะไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว เพราะมีอวิชชาคือความไม่รู้เป็นต้นทุนเดิม เราถึงเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง เราถึงได้ศึกษาพระพุทธศาสนา ศึกษาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ถ้าละชั่ว ทำดี ละชั่ว ทำดี มันละของมันไปเรื่อย มันวางของมันไปเรื่อย แล้วทำความดีของมันไปเรื่อย มันจะละเอียดลึกซึ้งเข้าไปไง มันมีหยาบ มีกลาง มีละเอียดไง

ไอ้เราทำคุณงามความดีแล้ว โอ้โฮ! ทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำดีแล้วไม่ได้ดี

ดีของใคร เด็กๆ นะ มันนั่งเรียบร้อยก็เป็นความดีแล้ว ถ้าเด็กๆ ว่านอนสอนง่าย พ่อแม่ชื่นใจ ไอ้แค่ว่านอนสอนง่ายเป็นความดี มันต้องมีปัญญา ว่านอนสอนง่ายมันต้องฉลาด ต้องรู้จักทำมาหากิน ต้องรู้จักที่สูงที่ต่ำ ต้องรู้จักสังคม มารยาทต่างๆ ถ้ามันรู้จักของมัน มันมีสติปัญญาของมัน ถ้ามันละชั่ว ทำดี ละชั่ว ทำดี ถ้ามันละของมัน มีศีล พอเรามีศีลอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียดไง

ไอ้ที่ว่าบรรลุธรรมๆ บรรลุธรรมตรงไหน สีลัพพตปรามาสคือการลูบคลำ ความลูบคลำคือไม่รู้ สีลัพพตปรามาส ลูบๆ คลำๆ ทั้งนั้นน่ะ

ถ้ามันเป็นจริงๆ มันสมุจเฉทปหานแล้วนะ มันไม่สีลัพพตปรามาส มันไม่มีลูบมีคลำ ศีลเป็นศีล ธรรมเป็นธรรมชัดๆ

ไอ้ของเราละชั่ว ทำดี กิเลสมันบอกว่าละดี ทำชั่ว

ละดีนะ ต้นทุนของมนุษย์สำคัญที่สุด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับครูบาอาจารย์ของเรานะ ลำบากตรากตรำเพราะเอาหัวใจของคน หัวใจของคน หัวใจความรู้สึกนึกคิดที่มันทุกข์มันยากอันนั้นสำคัญที่สุด ใจของคนสำคัญที่สุด แล้วใจของคน ดูสิ มันมีจริตนิสัย มันเชื่อฟังใคร มันว่ามันทำสิ่งใดแล้วมันซุกไว้ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่มีความลับในโลก โลกนี้ไม่มีความลับหรอก มึงทำมึงรู้อยู่แก่ใจ แต่เพราะอะไร เพราะละดี ทำชั่วไง มันละความดีของมัน ละการเป็นมนุษย์ไง

สิ่งที่มีค่าที่สุดคือการเกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์ที่นั่งอยู่นี่ ไอ้ที่ทุกข์ๆ ยากๆ อยู่นี่ นี่สิ่งที่มีค่าที่สุดไง แล้วอะไรพาไป ให้ละดี ทำชั่วใช่ไหม ละความเป็นมนุษย์ไง

มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ มนุษย์สูงส่งกว่าเดรัจฉานเพราะมนุษย์มีศีลมีธรรม สิ่งที่มีค่าที่สุดคือชีวิตของเรานี่แหละ แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ ไปเอาเขาที่มีวาสนาบารมีของเขา คำว่า “มีอำนาจวาสนาบารมีของเขา” คือพูดรู้เรื่อง

พูดไม่รู้เรื่อง พูดแล้วไม่สนใจ พูดแล้วดีดดิ้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ การประหารขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือการชักสะพาน คือการไม่พูดด้วย

เวลาใครไปหาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอฟังธรรมๆ ไง อาราธนาแล้ว อาราธนาอีก ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่งนิ่งๆ นะ แสดงว่าเอ็งพูดไม่รู้เรื่อง เอ็งพูดแล้วเอ็งฟังไม่เป็น พูดเหมือนกัน ได้ยินเหมือนกัน แต่เอ็งไม่รู้เรื่อง แล้วเอ็งไม่สนใจใดๆ ทั้งสิ้น

เอ็งละดี ทำชั่ว ละการเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ ละสิ่งที่มีคุณค่าในชีวิตของตน แล้วฟังสิ่งใดก็ไม่รู้เรื่อง ละดี ทำชั่ว ทำชั่วก็ทำตามพญามารไง พบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นของที่มีคุณค่า มันเดินสวนไปสวนมา มันยังขับไล่อีกนะ จะให้ละชั่ว ทำดี

อ้าว! ละได้อย่างไร มันบุญกุศลของฉัน ละได้อย่างไร มันเป็นสมบัติของฉัน ละได้อย่างไร โอ๋ย! นี่มันเป็นปัญญานะ นี่มันเป็นของยอดเยี่ยมนะ

สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ละสิ่งมัวเมาทั้งหลาย แล้วเอ็งมัวเมาหรือเปล่า มันยังว่ามันยอดเยี่ยมอยู่นะ พยายามจะมีงานวิจัย มันเป็นประโยชน์ มันมีคุณงามความดี มันดีไปทั้งนั้นน่ะ มันจะละดี ทำชั่ว

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ละชั่ว ทำดี ละชั่ว ทำดี ละความชั่วของตนไง

ความไม่รู้ ไม่รู้แล้วนิ่งๆ ไม่รู้แล้วมีสัจจะของเราขึ้นมา ถ้ามีปัญญาขึ้นมา มันรื้อค้นขึ้นมาเอง ถ้ามันรื้อค้นขึ้นมาเอง นั่นน่ะต้นเหตุแห่งทุกข์

มนุษย์เป็นสัตว์ประหลาด คิดอย่างหนึ่ง พูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง

มโนกรรมๆ เวลามันคิดขึ้นมา เรารู้เท่าทันมันหรือไม่ ถ้าเราไม่รู้เท่าทันสิ่งใด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ที่ตรากตรำๆ ตรากตรำก็เพื่อเอาหัวใจของมนุษย์ไง สิ่งที่อวิชชาพญามารที่มันครอบครองไง

หลวงปู่มั่นบอกเลย กิเลสมันอยู่ฐีติจิตๆ จิตเดิมแท้ไง ไอ้อารมณ์ความรู้สึกของเราคืออาการของมันทั้งสิ้น อารมณ์ความรู้สึก ความรู้สึกนึกคิดมันเป็นอาการที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต คือเกิดจากจิต คือเกิดจากภวาสวะ แล้วสิ่งที่มันเกิดขึ้นมาเพราะที่นั่นมันเป็นที่สถิตของพญามาร

พญามารคืออวิชชาพาจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะแต่ละภพแต่ละชาติเป็นเทวดา อินทร์ พรหม นั่นก็มีกิเลสทั้งสิ้น มีครอบครัวของมารครบสมบูรณ์แบบของมัน แต่เพราะบุญกุศลไง เพราะการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วไง เขาทำบุญกุศลของเขา เขาถึงได้เกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหมไง

แล้วการเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม เราไม่เคยเป็นใช่ไหม มันจะเป็นกฎตายตัวว่าเราต้องเกิดเป็นมนุษย์เท่านั้นใช่ไหม แล้วเกิดมาก็มีชาตินี้ชาติเดียวใช่ไหม เราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมาทั้งนั้นเราถึงได้กลัวผีไง เรากลัวผีกลัวสาง กลัวไปหมดน่ะ ตามจินตนาการของตนไง มาศึกษาพระพุทธศาสนานะ ไอ้ผีตัวที่น่ากลัวที่สุดอยู่ในหัวใจมึงนั่นแหละ ไอ้ผีที่น่ากลัวที่สุดที่มันนั่งอยู่กับมึงนี่ ไอ้ตัวนี้มันละดี ทำชั่วไง ทั้งๆ ที่สิ่งที่มีคุณค่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ๆ รื้อหัวใจของสัตว์โลก

หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดเลย ไปไหน ไปไหนไปเอาหัวใจของคน

ท่านไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น ยศถาบรรดาศักดิ์ แก้วแหวนเงินทองเป็นของไร้สาระ เป็นของให้คนฆ่าทำลายกัน เป็นของให้คนแย่งชิงแล้วประหัตประหารกัน แต่มันเป็นปัจจัยเครื่องอาศัย มันเป็นสมมุติไง ค่าของเงิน ระบบเศรษฐกิจเขาสมมุติขึ้นมา แล้วมีเครดิตเป็นความน่าเชื่อถือ มันสมมุติทั้งนั้นน่ะ แต่ก็จริงตามสมมุติไง เราไม่ใช่คนบ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ปฏิเสธคนมีฐานะนะ คนทุกข์คนจนเรา กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เราทำของเรามา เราก็พยายามขวนขวายในชีวิตเหมือนกัน ทุกคนขวนขวายทั้งนั้น ทุกคนอยากประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งนั้น ทุกคนไม่ปรารถนาความทุกข์ ปรารถนาความสุขทั้งนั้น

แต่เวลาทำสิ่งใดไป ถ้าเรามีสติมีปัญญานะ เราจะมีความสุขพร้อมกับการกระทำของเราต่อเนื่องไปๆ ความสุขนั้นมีสติสัมปชัญญะ มันภูมิใจในความเป็นมนุษย์ไง มันภูมิใจในต้นทุนของเราไง มันภูมิใจจิตดวงนี้ มันภูมิใจภวาสวะ ภูมิใจภพนี้ แล้วเพราะภพนี้มันอุบัติขึ้น จุติในครรภ์ ในไข่ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ไง เป็นอริยทรัพย์ไง แล้วเกิดมาท่ามกลางพระพุทธศาสนาไง

แล้วกึ่งกลางพระพุทธศาสนา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านมาศึกษาค้นคว้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาตามข้อเท็จจริงให้สิ้นสงสัยว่า มรรคผลนิพพานมีหรือเปล่า มรรคผลนิพพานมีจริงหรือเปล่า ไอ้ทุกข์ๆๆ แล้วมันหายจากทุกข์จริงหรือเปล่า

ถ้าจริงหรือไม่จริง คนที่ฝึกหัดปฏิบัติเขาก็ต้องการคนชี้ทางใช่ไหม เอ็งทำเข้าไปสิ เอ็งจนตรอกตรงไหน เอ็งไปเจอกำแพงขวางกั้นที่ตรงไหน เอ็งทุกข์ยากแค่ไหน มันมีครูบาอาจารย์ของเราไง นี่สิ่งที่มีค่าที่สุดไง

ในสังคม สังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข สังคมนั้นจะมีโอกาสได้ประพฤติปฏิบัติ ในสังคมที่ประพฤติปฏิบัติมีครูบาอาจารย์ที่หูตาสว่างคอยชี้นำเรา มันเป็นโอกาสทอง ทอง ทองนะ

ถ้าไม่ใช่โอกาสทอง เราปฏิบัติเกือบเป็นเกือบตาย ที่ไหนมีศรัทธา ที่นั่นมีเหยื่อ อีกแล้ว ที่ไหนมีเหยื่อ ที่นั่นมีนักล่า

ที่ไหนมีศรัทธา ที่นั่นมีเหยื่อ มีเหยื่อคือขาดสติขาดปัญญา เราไม่เท่าทันมันไง ไอ้นักล่ามา “โอ๋ย! บรรลุธรรมต้องเป็นอย่างนั้น บรรลุธรรม”

ไม่ต้อง บรรลุธรรมมันรู้เอง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันต้องรู้ชัดของมัน มันจะสงสัยไม่ได้ ถ้ามีแรงสงสัย ยกให้กับกิเลสทันที

ศาลไง ถ้ามีอะไรที่ไม่ชัดเจน ยกให้ผลประโยชน์กับจำเลย ไม่ตัดสิน ไม่เอาคนถูกต้องเข้าคุก ปล่อยคนผิดไปสิบคนดีกว่าเอาคนถูกเข้าคุก

แล้วเอ็งภาวนาเอ็งมีอะไร มันต้องสิ้นสงสัยสิ แล้วสิ้นสงสัย แต่เวลาขณะสงสัย นี่ไง เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านไปอยู่กับหลวงปู่มั่นไง เวลามีสิ่งใดขึ้นไป ท่านก็ขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นไง เวลาขึ้นไปคุยกับหลวงปู่มั่นเสร็จ อู้ฮู! มันชัดเจนนะ เก็บบริขารเข้าป่าไปเลย พอไปป่าได้ ๒ วันกลับแล้ว ไม่ไหว คิดเองไม่ได้

ท่านพูดนะ จะพยายามฝึกหัดค้นคว้าของเรา ๖ เดือนยังแก้ปมในใจไม่ตก แล้วถ้าเอาจริงเอาจังขึ้นมา ๓ เดือนยังแก้ไม่ได้ เข้าไป ๒ วันรู้อยู่แล้ว ประเด็นอย่างนี้มันสู้ไม่ไหว กลับครับ กลับขึ้นไปหาหลวงปู่มั่น

ท่านเล่าให้ฟัง พอเห็นเดินมา หลวงปู่มั่นยิ้มเลย “มาแล้วหรือ”

มาแล้วหรือเพราะอะไรล่ะ เพราะเวลาหลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติก็เป็นอย่างนั้นน่ะ เล่ห์เหลี่ยมของกิเลสตัณหาความทะยานอยากโดยความซื่อสัตย์สุจริตของเรา ไม่ละความดี ไม่ละดีไปเอาความชั่วไง ถ้าละชั่วจะเอาความดีไง

ละดี ละดีคือการฝึกหัดปฏิบัติไปรู้ไปเห็นสิ่งใดมันหลงมันใหลไป นี่ละผลของการที่มันจะเกิดขึ้น ละดีเอาชั่วไง เอาชั่วคือเอาความพอใจ เอาชั่วคือเอาที่กิเลสมันหลอก แต่เอ็งไม่รู้หรอก ไม่สันทิฏฐิโก ไม่ชัดเจน ไม่แจ่มแจ้ง ไม่รู้จริง

แต่ถ้ารู้จริงรู้อย่างไร

รู้จริงก็มีครูบาอาจารย์อยู่แล้วไง หลวงปู่มั่น “มีอะไรว่ามา” ไปหาครูบาอาจารย์น่ะ “ว่ามา”

ทุกคนมีครอบครัวนะ ทุกคนมีเด็กน้อย ดูเด็กน้อยมันพูดสิ น่ารักน่าชังนะ สายเลือดเรานะ เราต้องคุ้มครองดูแลเขา แต่มันพูดอย่างนี้โดยความไร้เดียงสา ถ้ามันพูดแบบนี้โดยที่มันไม่โตขึ้น มันออกไปสู่สังคมมันจะมีอะไรเหลือ

ที่ไหนมีศรัทธา ที่นั่นมีเหยื่อ ที่ไหนมีเหยื่อ ที่นั่นมีนักล่า แต่ถ้ามีสติปัญญาที่เราฝึกหัดกันอยู่นี่ไง เราฝึกหัด เราคุ้มครอง เราดูแล เห็นไหม เวลาไปเผชิญสิ่งใดมา พ่อบอกแล้วไม่เชื่อ พอไปเจอเข้าจริง ทำไมมันเป็นอย่างนั้นๆ

จริงตามสมมุติไง โลกสมมุติเป็นอย่างนั้น

นี่ไง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง การทำความสงบ ๔๐ วิธีการไง เพราะนิสัยจิตใจของมนุษย์มันแตกต่างกันหลากหลาย ความแตกต่างหลากหลายไม่เกิดจากอะไร เกิดจากกุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา พันธุกรรมของจิตได้ตบได้แต่งด้วยบุญด้วยบาป พิจารณามันซ้ำแล้วซ้ำเล่าไง

เธอคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะเป็นจริตเป็นนิสัยของเธอ เธอเกิดแต่ละภพแต่ละชาติ เธอไปเจอพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ดีงามขนาดไหน ถ้าเธอไปเจอคนที่ชักจูงไปในทางที่เป็นจริตนิสัยที่ฝังหัวใจมา มันมีความรู้สึกนึกคิดแตกต่างหลากหลายมากมาย สรุปลงที่สัมมาสมาธิ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

ถ้าทำสมาธิไม่เป็น ยกขึ้นสู่โลกุตตรธรรมไม่ได้ ไม่มีหรอก สูงสุดคือปัญญาอบรมสมาธิ สูงสุดคือทำความสงบของใจเท่านั้น สิ่งที่ปล่อยวางมา ปล่อยวางมาคือสมถะทั้งสิ้น แต่ด้วยมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด คิดว่าบรรลุธรรมๆ...ลูบๆ คลำๆ น่ะ พูดไม่รู้เรื่องนะ ถ้าไม่มีสติปัญญา เหมือนคนบ้า พร่ำเพ้อไปอย่างนั้นน่ะ เพราะมันไม่รู้จริง

แล้วถ้าฝึกหัดไปล่ะ ถ้าสูงสุดถ้าทำสมาธิไม่เป็นไง ถ้าทำสมาธิเป็น สมาธิเป็น มันจะเห็นความแตกต่างว่าโลกียปัญญากับโลกุตตรปัญญาแตกต่างกันอย่างไร

ถ้าความคิดโดยวิทยาศาสตร์ ความคิดโดยธรรมชาติ ความคิดของเรา กิเลสอวิชชาอยู่ที่ฐีติจิต อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของเราเกิดจากจิตไม่ใช่จิต ถ้ามันทำความสงบของใจถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรมมันจะเข้าสู่จิต ถ้าเข้าสู่จิต แล้วถ้าฝึกหัดสติปัญญา เห็นไหม ฝึกหัดสติปัญญาแล้ว ฝึกหัดปัญญาๆ คือภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้นจากจิต ไม่ใช่สมอง ไม่ใช่อย่างที่ว่านี่แหละ นี่เวลามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาไง

เขาให้ละชั่ว ทำดี ละความชั่ว ความเห็นผิด แล้วสร้างคุณงามความดีคือสร้างมรรคสร้างผลขึ้นมาให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา

ไอ้กิเลสเราว่าละดี ทำชั่ว ละดีก็ละความเป็นมนุษย์ ละดีก็ละมรรคละผล ทำชั่วก็ทำตามพญามารไง ให้มารมันชักจูงไปไง

มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐเพราะมีศีลมีธรรม ฉลาดกว่าสัตว์เดรัจฉาน มีโอกาสมากมายมหาศาล แต่ละดี ทำชั่ว มันละคุณสมบัติของความเป็นมนุษย์ไง ให้กิเลสมันครอบงำไง ละดีแล้วมันจะเอาความชั่วโดยที่มันไม่รู้ มันคิดว่าเป็นความดีไง ถ้ารู้มันจะทำหรือ แต่เพราะมันไม่รู้มันถึงเป็นอวิชชา มันถึงเป็นพญามาร เอวัง